|
พระบวรศักดิ์ บรรลุธรรม
!

เก่งจริงนะ ตัวแค่เนียะ !
บวชแบบไหน
บวชทำไม ???
บวชร่ำบวชเรียน บวชเปลืองข้าวสุก บวชเล่นหมากรุก บวชสนุกกับเพื่อน
พระบวรศักดิ์ อุวรรโณ Ph.D.
อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งลาอุปสมบทที่วัดสระเกศ ด้วยเหตุผลว่า
"การเมืองไม่ปรกติ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ลำบาก"
วันที่อุปสมบทของพระบวรศักดิ์ก็คือ 10 มิถุนายน 2549 หรือเมื่อ 9
วันที่ผ่านมานี่เอง
สถานะของพระบวรศักดิ์ในทางสงฆ์นั้นยังถือว่าเป็นเพียง "พระนวกะ"
คือบวชใหม่ ยังต้องอบรมบ่มนิสัย ศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย
รวมทั้งกิจวัตรของพระสงฆ์ให้เหมาะสมเสียก่อน ในพระวินัยกำหนดไว้ว่า
พระที่จะพ้นภูมินวกะได้นั้นต้องมีอายุพรรษา 5 ปีขึ้นไป
แต่วันนี้กลับปรากฏข่าวว่า
"พระบวรศักดิ์รับกิจนิมนต์ไปปาฐกถาธรรม เรื่อง
ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย"
ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์
พฤติกรรมของพระบวรศักดิ์ในครั้งนี้ย่อมชี้ให้เห็นถึงภูมิภาวะด๊อกเตอร์ที่เรียนจบและทำงานใหญ่โตระดับบ้านเมืองว่า
"เหมาะสม" หรือไม่เพียงใด ตัวเองเพิ่งบวชได้ไม่กี่วัน
นุ่งห่มผ้ายังไม่จัดเจนด้วยซ้ำไป
อย่านับแต่จะใช้กริยาวาจาของพระสงฆ์เลย แล้วมีหน้าอะไรไปแสดงอุตริมนุสธรรมขึ้นธรรมาสน์เทศน์
นอกจากสาเหตุเดียวก็คือ "ได้บรรลุธรรมแล้ว"
เท่านั้น นอกนั้น พระบวรศักดิ์ยังอาจจะลาสิกขาในไม่กี่เพลาข้างหน้านี้
แล้ววันนี้ท่านบังอาจขึ้นธรรมาสน์ด้วยสาเหตุใด ??
สิ่งที่ขอเตือนพระบวรศักดิ์ไว้ในครั้งนี้ก็คือ จำได้หรือไม่
กับคำพูดของท่านที่ว่า "ให้คิดถึงบ้านเมือง
คิดถึงในหลวงมากสักนิด ลดความเห็นแก่ตัวให้น้อยลง"
วันนี้ก็ขอเตือนท่านว่า
"ให้สังวรระวังกับสมณะเพศภาวะที่ตนเองเพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่
ให้คำนึงถึงพระศาสนาและคณะสงฆ์ไทยรวมทั้งอุปัชฌาย์อาจารย์เอาไว้ให้มาก
คิดถึงตัวเองให้น้อยลง
กรุณาอย่านำความมัวหมองมาสู่วงการศาสนาอันบริสุทธิ์นี้เลย
อย่าให้เป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมสำหรับตัวท่าน
คืออย่าให้นักปราชญ์ต้องตำหนิว่า
"มีปัญญา แต่ขาดสติ" ดังนี้เลย หยุดเสียเถอะ
ขอร้องนะ ท่านจะได้เป็นพระเต็มๆ กับเขา อย่าให้ต้องกลายเป็น
คนดีที่เสียแล้ว อีกคนหนึ่งเลย" (อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
วัดไทย ลาสเวกัส)
กรอบข่าว
“พระบวรศักดิ์”
เทศนาเชิดชูพระราชกรณียกิจพระเจ้าอยู่หัว ตลอด 60 ปี
ตามทศพิธราชธรรมเพื่อชาติบ้านเมือง
ชี้คนไทยเทิดทูนพระองค์เป็นพ่อไม่ใช่ระบบสมมติเทพ
และไม่อยากให้ใครวิจารณ์
แนะผู้ปกครองบ้านเมืองน้อมนำหลักธรรมไปปฏิบัติแก้ปัญหาบ้านเมืองจะได้เลิกวุ่นวาย
วันนี้ (19 มิ.ย.) พระปวรสกฺโก หรือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี บรรยายธรรม เรื่อง
“ทศพิธราชธรรมกับพระมหากษัตริย์ไทย”
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันก่อตั้งคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใจความโดยสรุปว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติจนถึงวันนี้เป็นเวลา
60 ปี กับ 10 วัน
ซึ่งพระองค์เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นไปตามเอกชนนิกรสโมสรสมมติ
ซึ่งหมายความว่ามีคณะบุคคลหลายหมู่เหล่าอัญเชิญให้ขึ้นเสด็จเสวยราชสมบัติ
พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการต่อหน้ามหาสมาคม
สโมสรสันนิบาตในวันพระบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493
ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและพระจริยวัตรตามสองประโยคนี้มาตลอด
ซึ่งในฐานะนักกฎหมายที่ได้เคยศึกษามา
ธรรมเนียมการเปล่งพระปฐมบรมราชโองการนี้ ไม่มีในประเทศอื่น
อย่างประเทศเดนมาร์ก เบลเยียม และสเปน พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตน
แต่ของไทยแม้จะไม่มีกฎหมายให้ปฏิญาณตน
ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานปฏิญาณด้วยพระองค์เอง
พระปวรสกฺโก กล่าวว่า
พระปฐมบรมราชโองการมีความหมายถึงทศพิธราชธรรม
ซึ่งเป็นธรรมะเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล
การใช้พระราชอำนาจทรงมีทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ข้อแรก คือ
ทาน
เราจะเห็นได้ตั้งแต่กฎหมายฉบับแรกที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในฐานะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คือ พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.2493 หรือแม้แต่ข้ออื่นๆ
ก็ทรงดำรงอย่างเคร่งครัด ทศพิธราชธรรม ก็มีความแตกต่างจากธรรมาภิบาล
เพราะธรรมาภิบาลถือเอาปัจจัยภายนอก เช่น ความโปร่งใส
ความร่วมมือของกลุ่มต่างๆ
แต่ทศพิธราชธรรมจะต้องมาจากภายในตัวผู้ปกครองเอง จึงลึกซึ้งกว่าธรรมาภิบาลที่คนนิยมใช้กัน
และที่สำคัญ คือ ทศพิธราชธรรม เป็นสากล ทันสมัย และเป็นนิจนิรันดร์
เพราะมีความสอดคล้องกับประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
สอดคล้องกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ และเปลี่ยนสถาบันพระมหากษัตริย์
จากสถาบันการเมืองในทางทฤษฎี เป็นสถาบันทางสังคม
“มีชาวต่างชาติตะวันตกบอกว่า
คนไทยเมื่อเกิดปัญหาในแผ่นดินก็อยากให้พระมหากษัตริย์แก้ให้ทุกเรื่อง
แสดงว่าทรงมีอำนาจสูงสุด แต่พระองค์ทรงหนุนการปกครองประชาธิปไตย
ไม่ทรงใช้พระราชอำนาจเกินกว่ารัฐธรรมนูญ แม้จะเกิดวิกฤตเพียงใด
ทรงเคยรับสั่งว่าไม่เคยทำอะไรตามใจชอบ ตัวอย่างสำคัญของพระราชดำรัสนี้
คือเมื่อมีการขอนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ
กรณีการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงเหตุการณ์ 14
ตุลา ช่วงวิกฤตพฤษภาทมิฬ
ซึ่งล้วนแสดงว่าเป็นการใช้พระราชอำนาจในการให้คำแนะนำหรือตักเตือน
เพราะการพระราชทานนายกฯ ครั้งนั้นเป็นเพราะไม่มีใครทำงาน
ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการพระราชทานนายกฯ อย่างที่หลายคนเข้าใจ
แต่พระองค์ทรงให้คำแนะนำกับผู้เกี่ยวข้องไปแก้ปัญหากันเอง
นอกจากนี้ พระราชจรรยาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดถึงกัน คือ
พระองค์ไม่เคยทรงประสงค์ให้บัญญัติกฎหมายให้พระมหากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย
อย่างเช่นตอนออกพระราชบัญญัติแร่
ซึ่งได้มีการนำเสนอกฎหมายให้ยกเว้นการขุดอุโมงค์แร่ใต้พระราชวัง แต่
พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร องคมนตรี
ได้กล่าวกับผู้ที่นำเสนอพระราชบัญญัติว่า
พระองค์มีพระราชปรารภว่าแม้แต่พระองค์ก็ต้องต้องปฏิบัติตามกฎหมายไม่ให้ยกเว้น
และไม่ทรงรับของทูลเกล้าฯ ถวาย ที่ยกเว้นภาษีอากร” พระปวรสกฺโก กล่าว
พระปวรสกฺโก กล่าวต่อว่า พระราชอำนาจที่สำคัญอีกอย่าง คือ
พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ซึ่งในรัชกาลนี้เคยทรงยับยั้ง 2 ครั้ง
คือ สมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ช่วงสมัย รสช.
เคยมีการจะมองว่าสื่อใช้สิทธิเสรีภาพในการละเมิดและหมิ่นประมาทผู้อื่นมากเกินไป
จึงให้มีการแก้กฎหมาย โดยเพิ่มโทษปรับทางอาญาเป็นเงินหลายแสนบาท
และแก้กฎหมายแพ่งให้สื่อที่ถูกฟ้องต้องจ่ายค่าสินไหมเป็น 4
เท่าของค่าปรับสูงสุดในความผิดอาญา
พระองค์ก็ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อคุ้มครองรักษาเสรีภาพในการแสดงความเห็น
และครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2546 ร่างพระราชบัญญัติครู
และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งครูวิ่งเต้นกับ ส.ส. ส.ว.ให้ออกกฎหมายเร็วๆ
จนมีจุดผิดถึง 18 จุด และร่างพระราชบัญญัติเหรียญเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547
ซึ่งคนทำเหรียญบรรยายพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ผิดว่าทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8
ซึ่งผิด ต้องเป็นรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 9 ผ่านทั้งคณะรัฐมนตรี สภาฯ
ก็ไม่มีใครรู้ว่าผิด จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรู้พระองค์แรก
เพราะไม่เคยพระราชทานเครื่องราชฯ สกุลดังกล่าวให้ใคร พอความถึงรัฐบาล
ก็สั่นกันเป็นเจ้าเข้า สุดท้ายพระองค์ก็พระราชทานกฎหมายคืนมาง่ายๆ
“ทศพิธราชธรรมที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาทุกข้อ
ทำให้คนไทยเห็นพระองค์ท่านเป็นพ่อที่ไม่ต้องขออะไร ก็ทรงทำให้
ตรงนี้จะยิ่งเห็นได้ชัด ถ้าไปดูฎีกาที่ประชาชนถวายต่อพระองค์ท่าน
ซึ่งขอทุกเรื่อง ทั้งที่ดิน ทุน รับเป็นคนไข้
นี่คือการปกครองแบบพ่อปกครองลูก เหมือนครอบครัวใหญ่
แต่ฝรั่งบางคนไม่เข้าใจ ไปเขียนว่านี่คือระบบเทวราชา
หรือศักดินาแปลงโฉม ก็ต้องให้อภัย
เพราะคนเขียนงานพวกนั้นบางคนออกจากพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก
ไม่เข้าใจว่าพ่อแม่รักลูกอย่างไร
นึกว่าพระมหากษัตริย์เหมือนผู้นำทางการเมือง
ซึ่งคนไทยจะไม่ยอมให้วิพากษ์ตรงนี้
ไม่ใช่เพราะพระองค์ท่านเป็นสมมุติเทพ
แต่เพราะทรงเป็นพ่อของคนไทยทั้งปวง ถ้าผู้ปกครองบ้านเรา
หัวหน้าหน่วยราชการ น้อมนำทศพิธราชธรรมไปใช้
เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เมืองไทยคงไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้”
พระปวรสกฺโก กล่าว
ข่าว
: ผู้จัดการ
19 มิถุนายน 2549
|